ผลวิจัยระบุ "คนกรุง"หนี้อื้อ-ใช้เงินเกินตัว
วิกฤติรากหญ้าแรงกว่าวิกฤติฟองสบู่

กรุงเทพธุรกิจรายวัน, พุธที่ 1 ตุลาคม 2546 หน้า 1
 
สรุปสาระข่าว
 
         ผลวิจัย เอสบิค ระบุชัดคนกรุงใช้เงินเกินตัว หนี้อื้อ เฉลี่ย 4.2 แสนบาทต่อคน รายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน มีหนี้สิน 1.4 แสนบาท ชี้สินเชื่อบุคคลเฟื่องเสี่ยงวิกฤติรากหญ้า ขณะที่ตัวเลขการบริโภคสูงหลอกสายตาผู้ประกอบการให้เร่งขยายการผลิตจนอาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมคูณสอง แนะเตรียมความพร้อมด้านการเงินให้ประชาชน
 
ข้อคิดเห็น
 
        เสพสุขไม่สิ้นซาก ระวังชาติจะพัง
        บริโภคกันใหญ่ก็หาทางลงทุนที่สร้างสรรค์ ทางอื่นไม่เจอ
ไหน ๆ ก็ไม่รู้จะลงทุนอะไรดีแล้ว ดอกเบี้ยก็ไม่ขึ้นอยู่แล้ว เงินเฟ้อก็น้อย ก็ทำใจยอมให้ทรัพย์ที่เรามี discount สัก 3% ต่อปีไปสัก 5 ปี จะเหลือ 86.3% เช่นถ้าเรามีเงิน 10 ล้านวันนี้ อีก 5 ปีข้างหน้าฝังตุ่มไว้ จะเหลือ 8.63 ล้านบาท แต่แทนที่จะถือเป็นเงิน ก็เอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อทองฝังตุ่มไปเลย อีก 5 ปี อย่างน้อยที่สุด ก็ยังแลกเป็นเงินได้ 8.63 ล้านบาท แต่ถ้าเศรษฐกิจพัง กอดเงินหรือสมุดฝากเงินในแบงค์ไว้ อาจเหลือเพียง "แค่กระดาษ" จะเอาไงดี
 
รายละเอียดของเนื้อข่าว
 
        ผศ.ดร.สุมาส วงศ์สุนพรัตน์ ประธานบริษัทวิจัย เอสบิค จำกัด และผู้อำนวยการ โครงการศึกษานานาชาติ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) เปิดเผยถึงผลการวิจัยเจาะลึกเรื่องการใช้จ่ายของผู้บริโภค หรือ Consumer Decision Regarding all Critical Financial Aspects ว่า จากการสำรวจการใช้จ่ายของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครจำนวน 450 คน ระหว่างวันที่ 15-25 ก.ย.ที่ผ่านมา พบว่าคนกรุงเทพฯมีแนวโน้มใช้จ่ายเกินตัว โดยเฉลี่ยคนกรุงเทพฯมีหนี้สินประมาณ 35.6% คิดเป็นมูลค่าหนี้สิน 426,203 บาทต่อคน
        ทั้งนี้ เมื่อจำแนกรายได้ของผู้ที่เป็นหนี้ พบว่า ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน จะมีหนี้สินต่อคน 140,000 บาท ขณะที่ผู้มีรายได้ระหว่าง 10,001-20,000 บาท จะมีหนี้สินจำนวน 330,167 บาทต่อคน และผู้ที่รายได้ตั้งแต่ 20,001-30,000 บาท จะมีหนี้สินประมาณ 710,825 บาท
        โดยอาชีพราชการเป็นอาชีพที่มีหนี้สินมากที่สุด เฉลี่ย 41.81% มูลค่าหนี้เฉลี่ยต่อคน 487,869 บาท ส่วนพนักงานเอกชนมีหนี้สินเฉลี่ย 32.16% มูลค่าหนี้เฉลี่ย 334,628 บาท ขณะที่เจ้าของกิจการมีหนี้สินโดยเฉลี่ย 42.20% มูลค่าหนี้เฉลี่ย 539,909 บาท
 
เข้าถึงสินเชื่อง่ายกระตุ้นการใช้จ่าย
        ผศ.ดร.สุมาส กล่าวว่า สาเหตุที่ประชาชนใช้จ่ายเงินเกินตัวมาจากนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ เช่น เร่งให้ธนาคารรัฐปล่อยสินเชื่อ โครงการกองทุนหมู่บ้าน นอกจากนั้นการหันมาปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ ยังทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินง่ายขึ้น
        กลุ่มตัวอย่างจำนวน 42.9% เป็นผู้ที่มีบัตรเครดิต และกว่า 45% ต้องการได้วงเงินบัตรเครดิตสูงถึง 2 เท่าจากรายได้ประจำ ขณะที่ 26% ต้องการวงเงินจากบัตรเครดิต 3 เท่าจากรายได้ประจำ แสดงว่าผู้บริโภคมีความต้องการวงเงินที่จะมาใช้จ่ายเกินตัวอย่างมาก ประธานบริษัท วิจัย เอสบิค กล่าว
 
เผยคนกรุงนิยมกู้เงินเพื่อบริโภค
        ในส่วนของการกู้ยืมเงินนั้น ส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะนำเงินที่ได้จากการกู้ยืมมาใช้ในการบริโภคถึง 77.3% ขณะที่กู้เงินเพื่อลงทุนเพียง 22.7% เท่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการละลายเม็ดเงินที่ไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนเพิ่ม และเมื่อพิจารณารวมกับผลวิจัยที่ชี้ว่าผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้จ่ายเกินตัวแล้ว ทำให้เสี่ยงต่อการที่ประชาชนจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ เมื่อถึงเวลาหนึ่งจะทำให้เกิดฟองสบู่แตกในระดับรากหญ้า ซึ่งจะมีผลร้ายแรงกว่าการเกิดวิกฤติฟองสบู่ในปี 2540 ที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ล้ม
        บริษัทขนาดใหญ่ล้มยังสามารถเข้าแผนฟื้นฟู ขายทรัพย์สินใช้หนี้ แต่ถ้าเป็นประชาชนธรรมดาจะมีเงินใช้หนี้ที่ไหน ก็เป็นหนี้เสียอย่างเดียว ซึ่งถ้ารวมกันมากๆ ก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้
 
ระวังบริโภคหลอกตาขยายการผลิต
        เขายังกล่าวว่า การเกิดวิกฤติในระดับรากหญ้าจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบธุรกิจที่ถูกภาพลวงตาจากตัวเลขการบริโภคที่สูง และตัดสินใจขยายการลงทุนเพื่อรองรับกับการบริโภคที่สูงขึ้น
        เมื่อเกิดวิกฤติในระดับรากหญ้า จะทำให้ผู้ประกอบการที่ขยายการลงทุนเพราะเห็นตัวเลขการบริโภคดี ไม่สามารถขายสินค้าได้ ไม่สามารถใช้หนี้สถาบันการเงินได้ ก่อให้เกิดวิกฤติต่อผู้ประกอบการ คล้ายกับวิกฤติเมื่อปี 2540 กลายเป็นโศกนาฏกรรมคูณสอง (Duble Jeopardy)
        เขายังย้ำว่า การใช้เงินที่เกินตัวของผู้บริโภคจะส่งผลดีในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ผู้ประกอบการสามารถขายสินค้าได้มากขึ้นก็จริง แต่จะเป็นสถานการณ์ระยะสั้นเท่านั้น เพราะผู้บริโภคยังไม่มีความรู้ด้านการบริหารเงินที่เพียงพอ และการขยายตัวของการบริโภคที่รวดเร็วทั้งๆ ที่ผู้บริโภคไม่สามารถบริหารเงินได้ดี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งสัญญาณอันตรายต่อเศรษฐกิจ
        ผลวิจัยยังระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ทางด้านการบริหารเงินที่เพียงพอ ประชาชนมีสัดส่วนการออมค่อนข้างสูง ขณะที่การนำเงินไปลงทุนค่อนข้างต่ำ โดยอัตราการออมมีถึง 87.2% ซึ่งข้าราชการจะมีสัดส่วนในการออมเงินสูงที่สุดถึง 81.81% พนักงานเอกชนจะมีสัดส่วนการออม 75.72% ขณะที่เจ้าของกิจการจะมีสัดส่วนการออม 75.72% ซึ่งนับว่าสูงมากในขณะที่ดอกเบี้ยให้ผลตอบแทนต่ำ ทั้งที่ควรจะลดการออมและหันนำเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้น
        เขาแนะนำว่า เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทุกฝ่ายควรติดตามตัวเลขและวิเคราะห์วิจัยอย่างใกล้ชิด รวมทั้งควรพิจารณาถึงการนำทฤษฎีจากต่างประเทศที่เกี่ยวกับการกระตุ้นบริโภคหรือการขายมาใช้ว่าเหมาะสมหรือไม่ เพื่อปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง พร้อมกันนี้ยังต้องให้การศึกษาด้านการบริหารจัดการการเงินกับภาคประชาชนให้มากขึ้นด้วย
        กรณีที่แบงก์พาณิชย์เร่งปล่อยสินเชื่อบุคคล ส่วนใหญ่จะไม่พิจารณาถึงความพร้อมว่า คนไทยสามารถบริหารเงินได้หรือยัง ก็จะเสี่ยงต่อการเกิดหนี้สูญ