เอกชนจี้ต่ออายุ แผนอุ้มอสังหาฯ อ้อนรัฐขอลดหย่อนภาษี 50%
กรุงเทพธุรกิจรายวัน, พฤหัสบดีที่ 9 กันยายน 2546 หน้า 1
 
สรุปสาระข่าว
 
        เอกชนจี้ต่ออายุ แผนอุ้มอสังหาฯ อ้อนรัฐขอลดหย่อนภาษี 50% เตรียมนำระบบ "เอสโครว์ แอคเคาท์" ค้ำประกันการซื้อบ้าน
         "โฆสิต" อนุกรรมการอสังหาฯ หอการค้าไทย เตรียมเสนอรัฐต่อมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาฯ หลังประชุมเอเปค สรุปให้ต่ออายุการลดหย่อนภาษีครึ่งทางจากของเดิม พร้อมเร่งจัดตั้ง "ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯแห่งชาติ" หวังเป็นเครื่องมือตัดสินใจกันเกิดวิกฤติซํ้ารอย เอกชนเห็นพ้องนำระบบ "เอสโครว์ แอคเคาท์" ค้ำประกันการซื้อบ้าน
 
ข้อคิดเห็น
 
         1. คราวนี้นักพัฒนาที่ดินมาแปลกนะ ปกติจะขอให้รัฐบาลคงมาตรการลดหย่อนภาษี (ซึ่งเป็นมาตรการที่ออกมาเพื่อบรรเทาวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงก่อน และหมดอายุไป แต่ได้ต่อมา 2 ปีแล้ว) โดยปกติภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% รัฐได้ลดให้เหลือ 0.11% แต่คราวนี้ "มักน้อย" ยอมให้รัฐขึ้นจาก 0.11% ที่ยืดอายุมา ให้เป็นครึ่งหนึ่งของ 3.3%
         2. สำหรับการตั้งศูนย์ข้อมูลนั้น แม้รัฐเป็นผู้ตั้ง แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์ในเชิงธุรกิจ คือผู้ประกอบการ ต้องจ่าย ไม่ใช่ให้ฟรี ในต่างประเทศก็ทำอย่างนี้ จ่ายซื้อข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เชิงธุรกิจอย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องไปจ่ายใต้โต๊ะ หรือไม่ต้องลักลอบ
         3. ข้อมูลที่รัฐสามารถเปิดเผยได้ฟรีกับทุกคนก็คือ ข้อมูลการซื้อขายบ้านที่ไปขอจดทะเบียนกับทางราชการ ข้อมูลนี้ จะทำให้ผู้ซื้อ-ขายบ้านรู้ว่า ที่ไหนขายราคาเท่าไหร่ ไม่ควรถือเป็นข้อมูลส่วนตัว (เพื่อป้องกันการฟอกเงินหรือทุจริต) ในทางปฏิบัติ ทางราชการอาจเผยแพร่เฉพาะว่าบ้านแบบไหน ในซอยไหน ขนาดเท่าไหร่ ขายราคาเท่าไหร่ โดยไม่ต้องระบุชื่อผู้ซื้อ-ขายก็ได้ ข้อมูลนี้มีอยู่แล้ว เพียงทำให้เกิดการเผยแพร่ ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อประชาชนแล้ว
         4. Escrow Account หรือมาตรการคุ้มครองเงินดาวน์ของประชาชนผู้จองบ้าน เป็นมาตรการที่ดีที่ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ได้เคยเสนอต่อทางรัฐบาลมาแล้ว โปรดคลิ๊กที่นี่เพื่อดูรายละเอียด
         5. การที่ทางราชการต้องให้ภาคเอกชนลุกขึ้นมาทวงถามการต่อมาตรการต่าง ๆ ทุกปีเช่นนี้ แสดงว่ารัฐ ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นฝ่ายออกหน้าเลย
 
รายละเอียดของเนื้อข่าว
 
         เอกชนจี้ต่ออายุ แผนอุ้มอสังหาฯ อ้อนรัฐขอลดหย่อนภาษี 50% เตรียมนำระบบ "เอสโครว์ แอคเคาท์" ค้ำประกันการซื้อบ้าน
         อนุกรรมการอสังหาฯ หอการค้าไทย เตรียมเสนอรัฐต่อมาตรการภาษีกระตุ้นอสังหาฯ หลังประชุมเอเปค สรุปให้ต่ออายุการลดหย่อนภาษีครึ่งทางจากของเดิม พร้อมเร่งจัดตั้ง "ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯแห่งชาติ" หวังเป็นเครื่องมือตัดสินใจกันเกิดวิกฤติซํ้ารอย เอกชนเห็นพ้องนำระบบ "เอสโครว์ แอคเคาท์" ค้ำประกันการซื้อบ้าน
        แหล่งข่าวจากคณะอนุกรรมการอสังหาริมทรัพย์ สภาหอการค้าไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ตัวแทนสมาคมผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ได้ข้อสรุปถึงภาวะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงแนวทางมาตรการในหารฟื้นฟูธุรกิจดังกล่าว เพื่อให้เป็นหัวหอกในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบยั่งยืนต่อไป โดยผลสรุปที่ได้ทั้งหมดจะนำเสนอนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมเอเปค
        การหารือดังกล่าว เนื่องจากได้รับคำทวงถามจากนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องการให้หอการค้าสรุปแนวทางที่เหมาะสม ในการพิจารณาเรื่องมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ของเดิมจะหมดอายุลงในวันที่ 31 ธ.ค.2546 นี้
        ทั้งนี้ สาระสำคัญจากที่ประชุมวันก่อนมี 2 ประเด็นหลัก คือ
        1.การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร แม้ที่ผ่านมากระทรวงการคลังจะได้มอบหมายให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์เป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ การที่นำเสนอในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากมองว่ามีความจำเป็นที่ต้องการมีแหล่งรวบรวมข้อมูล เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถนำเอาข้อมูลดังกล่าว มาวิเคราะห์กำหนดนโยบายในการดำเนินงาน เพื่อป้องกันปัญหาวิกฤติเหมือนช่วงปี 40
        เรื่องนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง จะต้องมีความชัดเจนว่าแนวทางการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติ จะเป็นอย่างไร รวมทั้งแหล่งเงินทุนที่จะนำมาสนับสนุนนั้นจะมาจากทางใด โดยส่วนของผู้ประกอบการเอง พร้อมที่จะสนับสนุนทุกรูปแบบ
        ประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการ คือ การต่อมาตรการ "ภาษี" ที่จะสิ้นสุดในสิ้นปี 2546 นี้ ซึ่งผู้ประกอบการเอกชน เสนอว่ารัฐบาลน่าจะต่อมาตรการนี้ออกไปอีก 1 ปี แต่เป็นการต่อเพียงครึ่งเดียว เช่น ภาษีธุรกิจเฉพาะที่ปกติอยู่ประมาณ 3.3% ก็จะเหลือ 1.75% (มาตรการปัจจุบันอยู่ 0.11%) ค่าธรรมเนียมการโอน 2% จะเหลือ 1% (ปัจจุบัน 0.01%) และค่าจดจำนองปกติ 1% จะเหลือ 0.5% (ปัจจุบัน 0.01%)
        ภาคเอกชนให้เหตุผลการขอต่อมาตราการว่า ปัจจุบันราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวขึ้นค่อนข้างสูง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน และเพื่อรองรับกับความต้องการของคนซื้อบ้านในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง-น้อย จะได้รับประโยชน์ที่แท้จริง ขณะที่มาตรการด้านภาษีที่รัฐบาลกระตุ้นมาก่อนหน้านี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือกลุ่มคนที่มีรายได้ค่อนข้างสูง หรือกลุ่มคนที่มีเงินออมที่มีขีดความสามารถซื้อบ้านเดี่ยวได้ แต่แนวโน้มการซื้อบ้านในปีหน้า คาดว่าจะเป็นผู้ซื้อทาวน์เฮ้าส์

เห็นพ้องนำ"เอสโครว์ แอคเคาท์"ค้ำประกันการซื้อบ้าน
        นอกจากนี้ แหล่งข่าวเผยว่า มีมิติใหม่ที่น่าสนใจ คือผู้ประกอบการที่ร่วมประชุมกว่า 80% เห็นด้วย ให้มีการนำระบบ "เอสโครว์ แอคเคาท์" หรือการเปิดบัญชีค้ำประกันการซื้อบ้าน ซึ่งเป็นการคุ้มครองทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ที่ก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่ยอมรับแนวคิดนี้ กระทั่งร่างกฎหมายเอสโครว์ ยังไม่สำเร็จ เพราะมองว่าเป็นการเพิ่มภาระตุ้นทุน ดำเนินการ
นอกจากนี้ยังมีประเด็นน่าสนใจซึ่งที่ประชุมนำเสนออีก 2-3 เรื่อง คือ แนวคิดเรื่อง วัน สต็อป เซอร์วิส จากปัจจุบันการขออนุญาตทำธุรกิจจัดสรรต้องผ่านการพิจารณา 7 กระทรวง ต้องมีการอนุญาตถึง 17 โต๊ะ จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะกลับมาให้เหลือเพียงหน่วยงานเดียวรวบรวมขั้นตอนการขออนุญาตทั้งหมด เป็นการรวมศูนย์ข้อมูลและอำนวยความสะดวกแก่คนทำธุรกิจด้วย อีกประเด็นคือเรื่องของภาษีสำหรับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีภาษีที่ซ้ำซ้อนหลายตัว ที่ประชุมได้หารือเตรียมที่จะเสนอปรับโครงสร้างภาษีการทำธุรกิจจัดสรรเพื่อลดความซ้ำซ้อนลงด้วย

ยื้อเปิดเผยข้อมูลหวั่นกระทบตลาด
        ด้านแหล่งข่าวเปิดเผยต่อไปว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สภาหอการค้าไทย ยังมีข้อสรุปร่วมกันในประเด็นที่ว่าไม่ต้องการเปิดเผยแนวทางของมาตรการที่จะต่ออายุการลดภาษีเพื่อสนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากเกรงว่าหากนำเสนอข้อมูลการต่อมาตรการออกไปแล้ว จะทำให้ประชาชนชะลอการตัดสินใจซื้อ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีข่าวการต่อมาตรการ ซึ่งทำให้เกิดความลังเลและส่งผลกระทบต่อยอดขายของโครงการต่างๆ
        แต่อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติแล้ว ข้อสรุปของการประชุมนี้ถือว่าใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว และคาดว่าจะนำเสนอแนวทางดังกล่าวต่อนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ได้โดยเร็วที่สุด ภายในต้นเดือน ต.ค.นี้ หรืออย่างช้าเป็นช่วงภายหลังสิ้นสุดการจัดประชุมเอเปคในเมืองไทย เพราะถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องการสานต่อเพื่อกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแนวคิดในการพิจารณาต่ออายุมาตรการครั้งนี้ นอกจากเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ผู้ประกอบการแล้ว ยังคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ จากสิทธิในการลดหย่อนภาษีการซื้อขายบ้าน
        "คณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นคนทำธุรกิจ มุมมองต่างๆ ที่คิดไว้ล้วนคำนึงถึงธุรกิจเป็นสำคัญ แม้ว่าบางเรื่องจะเป็นที่ตกลงกันแล้ว แต่หากเกรงว่าจะกระทบกับการดำเนินธุรกิจก็พยายามที่จะไม่เปิดเผยข้อมูลเป็นวิธีการที่ใช้มาทุกครั้ง แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง คณะกรรมการบางส่วนอยากให้ประชาชนได้ทราบว่ามีความเคลื่อนไหวในการแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อจะเป็นข้อมูลตัดสินใจโดยที่ประชาชนไม่ต้องรีบร้อนซื้อบ้านให้ทันภายในปีนี้ หากยังไม่มีความพร้อมที่แท้จริง ซึ่งการซื้อโดยที่ยังไม่พร้อมอาจเป็นปัญหาในระยะยาวได้"