แผนสางหนี้เน่าเหลว บสท.เจ๊งยับ 8 หมื่นล้าน
ประชาชาติธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2545 หน้า 1
 
สรุปสาระข่าว
 
ทักษิณ'ลุยเอง-หวังใช้ดันเศรษฐกิจอีกเฮือก
        เปิดไส้ใน บสท.พบเป็นหนี้เน่าที่ฟื้นไม่ได้เกือบ 80,000 ล้านบาท ส่วนยอดปรับโครงสร้างหนี้ 105,000 ล้านบาท บสท.เพิ่งได้รับเงินคืนแค่ 560 ล้านบาท เผยปัจจัยเสี่ยงที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระคืนได้ตามสัญญา 'ทักษิณ' ลุยเองหวังฟื้นหนี้เน่าดันเศรษฐกิจอีกเฮือก
 
ข้อคิดเห็น
 
        ยังไม่รู้สุดท้าย บสท. จะมีสภาพอย่างไร เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเหลือเกิน ขั้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปไม่รู้จะเป็นอะไร ถ้าจะให้ดี น่าจะไปศึกษา บสท.ของมาเลเซีย หรือ "Danaharta" ที่นั่น เขาทำอย่างนี้
        1. จัดการตัวใหญ่ ๆ เป็นตัวอย่างก่อน เพราะพวกนี้ปล่อยลากยาวมาแต่สมัยอยู่กับสถาบันการเงินต่าง ๆ แล้ว จะได้เป็นบันทัดฐานกับรายอื่น ๆ
        2. จะปรับโครงสร้างหนี้ได้ ทุกงานต้องมีการประเมินค่าทรัพย์สิน
        3. งานประเมินส่งกระจายไปบริษัทประเมินที่เป็นกลางอย่างทั่วหน้า และเปิดเผย
        ไม่รู้ บสท. ของไทยเราเป็นอย่างนี้หรือไม่
 
รายละเอียดของเนื้อข่าว
 
แผนสางหนี้เน่าเหลวบสท.เจ๊งยับ 8 หมื่นล้าน
 
        เปิดไส้ใน บสท.พบเป็นหนี้เน่าที่ฟื้นไม่ได้เกือบ 80,000 ล้านบาท ส่วนยอดปรับโครงสร้างหนี้ 105,000 ล้านบาท บสท.เพิ่งได้รับเงินคืนแค่ 560 ล้านบาท เผยปัจจัยเสี่ยงที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระคืนได้ตามสัญญา 'ทักษิณ' ลุยเองหวังฟื้นหนี้เน่าดันเศรษฐกิจอีกเฮือก
        หลังจากที่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพในระบบสถาบันการเงิน โดยรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินเอกชนและสถาบันการเงินของรัฐ 29 แห่ง องค์กร บสท.ก็ถูกจับตามาตลอดว่า จะดำเนินการจัดการสะสางปัญหาหนี้เน่าที่ทะยอยรับโอนมาได้อย่างรวมเร็ว-มี ประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะนโยบายในเรื่องดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องการเร่งรัดให้มีการแก้ปัญหาโดยเร็ว ซึ่งจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย
        แต่ความคืบหน้าในการจัดการหนี้ตามที่ บสท. เพิ่งแถลงผลการดำเนินงานว่าในช่วง 2 ไตรมาสของปี 2545 ที่ผ่านมา ปรากฎว่าสามารถรับโอน-บริหารจัดการหนี้ไปแล้วประมาณ 200,000 ล้านบาท และคาดว่าจะดำเนินการได้ครบ 500,000 ล้านบาทภายในปีนี้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
        อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณารายละเอียดในการดำเนินการ ปัญหาความล่าช้า จำนวนเงินที่ บสท. เพิ่งได้รับชำระเงินเพียง 560 ล้านบาทจากยอดปรับโครงสร้างหนี้ 105,000 ล้านบาท หรือบัญชีหนี้ที่รับโอนมาเกือบ 80,000 ล้านบาทนั้น เป็นมูลหนี้ที่มีการบังคับจำนองพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งแทบไม่มีโอกาสฟื้นหรือเป็นหนี้เน่าแน่นอน
        ตลอดจนข้อสังเกตของนักวิเคราะห์ซึ่งมองว่าการจัดการสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPA)ของ บสท.อาจไม่ได้ส่วนต่างหรือกำไรอย่างที่คาดหวังไว้ ก็ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังแสดงความเป็นห่วงและเดินทางไปร่วมประชุมเพื่อให้นโยบายกับคณะกรรมการ บสท.อีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2545 ที่ผ่านมา
 
ทักษิณโดดคุมใกล้ชิด
        โดย พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังการหารือร่วมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเชาว์ สายเชื้อ ประธานกรรมการ บสท. พร้อมทั้งนายสถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บสท.ว่า ตนมาติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานการปรับโครงสร้างหนี้ของ บสท.ว่าไปถึงไหนแล้ว ต้องการที่จะมาฟังด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่า พอใจในผลงานการปรับโครงสร้างหนี้ของผู้บริหาร บสท.
        สำหรับองค์กรที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่สามารถดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้มาได้ถึงขนาดนี้ก็ถือว่าดีมาก และที่จะต้องทำต่อไปในอนาคตก็ต้องให้ดีกว่านี้อีก ที่ผ่านมา บสท.สามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ประมาณ 2 แสนล้านบาท และในช่วงครึ่งปีหลังอีก 3 แสนล้านบาท รวมเป็น 5 แสนล้านบาท ทางผู้บริหาร บสท.ก็ยืนยันว่าสามารถทำได้แน่นอน และผมก็ได้ให้นโยบายแก่ บสท.ไปว่า ธุรกิจที่อยู่ภายใต้การดูแลของ บสท.ก็เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ยิ่งแก้ไขปลดปล่อยออกมายิ่งมากเท่าไร ก็ยิ่งสร้างรายได้ เกิดการจ้างงาน เศรษฐกิจเกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างปกติ นอกจากปริมาณแล้วก็ขอให้ดูที่คุณภาพด้วย การมุ่งค้าหากำไรไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของ บสท.'
        นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า อยากจะให้ บสท. เน้นไปที่การปรับโครงสร้างกิจการ ซึ่งจะมีบางธุรกิจที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ในส่วนนี้ก็ต้องเลิกหรือหยุดกิจการ มีบางธุรกิจที่พอไปไหว ก็ต้องสนับสนุนให้เขาเดินได้ต่อไป เช่น บางกิจการมีบริษัทในเครือข่าย 5 บริษัท บางบริษัททำอย่างไรก็ไม่ฟื้นก็ต้องตัดออกไป หรือบางกิจการลงทุนไปแล้ว 80% เหลืออีก 20% ก็จะเสร็จสามารถขายได้ กรณีนี้จะให้การเคหะแห่งชาติ หรือกองทุนของต่างชาติเข้ามาช่วยเหลือหรือว่าจะขายทิ้งในราคา 60% ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยที่จะปล่อยไปเรื่อยๆ
        ผมมาให้ความมั่นใจกับผู้บริหารของ บสท. ในการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้รายใหญ่ๆ อาจจะมีปัญหาในแง่ของอิทธิพลต่างๆ ถ้าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามหลักการ รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ถ้าเจรจากันแล้วไม่ยอมทำอะไรก็ให้ดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายได้เลย เท่าที่ผู้บริหารของ บสท.มารายงานให้ทราบ ทาง บสท.ก็ทำได้ดีพอสมควร แต่ก็ต้องทำต่อไป และในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ก็จะจัดเวิร์กช็อปเกี่ยวกับ บสท.อีกครั้ง และจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามารับฟังความคืบหน้า วิจารณ์และเสนอแนะแนวทางที่ดีที่จะดำเนินการต่อไปในอนาคต' พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
 
บสท.ยันรับโอนหนี้แล้ว2แสนล.
        ด้านนายสถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ ประธานกรรม การบริหาร บสท. กล่าวว่า ในครึ่งปีแรก บสท. สามารถบริหารจัดการกับลูกหนี้จนได้ข้อยุติ 511 ราย มูลค่าบัญชีที่รับโอน 200,884 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.การปรับโครงสร้างหนี้ 241 ราย มูลค่า 83,001 ล้านบาท คิดเป็น 41.23%, 2.ฟื้นฟูกิจการในศาลล้มละลายกลาง 42 ราย มูลค่า 36,111 ล้านบาท คิดเป็น 17.98%, 3.บังคับหลักประกัน/พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด 222 ราย มูลค่า 79,383 ล้านบาท คิดป็น 39.52% และ 4.ศาลแพ่งมีคำพิพากษา 6 ราย 2,389 ล้านบาท คิดเป็น 1.19%
        นอกจากนี้ ผลการบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ อัตราที่คาดว่าจะได้รับชำระคืน (Expected Recovery Rate) จากลูกหนี้ที่มีการปรับโครงสร้างหนี้และลูกหนี้ที่ผ่านกระบวนการฟื้นฟูกิจการในศาลล้มละลายกลางที่มีแผนการชำระเงินคืนของลูกหนี้ที่ชัดเจนจำนวน 283 ราย ประมาณ 47.3% ของมูลค่าตามบัญชี ซึ่งสูงกว่าราคารับโอนเฉลี่ยของ บสท.ที่ 33.15% แต่ทั้งนี้ยังไม่นับปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาของลูกหนี้ในภายหลังมาคำนวณด้วย
        ส่วนลูกหนี้ที่ บสท.ดำเนินการบังคับจำนอง/ จำนำทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันจำนวน 222 ราย มูลค่า 79,383 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้และไม่ให้ความร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ ทาง บสท.จะมีหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้และผู้จำนอง/จำนำมาชำระหนี้แก่ บสท.ภายใน 1 เดือน หากไม่ชำระตามกำหนดเวลา บสท.จะกำหนดวิธีการพัฒนาหรือจำหน่ายทรัพย์สินต่อไป

        ทั้งนี้ บสท.ระบุว่าสินทรัพย์ที่ตีโอนชำระหนี้ดังกล่าว บสท.จะแบ่งตามกลุ่มประเภทของสินทรัพย์ เช่น อาคารชุด อาคารสำนักงาน บ้าน ทาวน์เฮาส์ ที่ดินเปล่าหรือที่ดินสวนเกษตร และจำแนกตามทำเลที่ตั้ง โดย บสท.มีแนวทางในการร่วมลงทุนในการพัฒนาสินทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งจะถือหุ้นในสัดส่วนไม่เกิน 50% โดยการนำอสังหาริมทรัพย์ที่ถือครองมาลงทุน ในส่วนของผู้ร่วมลงทุนจะนำเงินมาลงทุนตามสัดส่วนที่เหลือ รวมทั้งทำหน้าที่ในการบริหารจัดการสินทรัพย์นั้นๆ โดย บสท.เป็นผู้กำหนดนโยบาย
        อนึ่ง มูลหนี้ที่มีการบังคับจำนอง/จำนำนั้น ในเดือนเมษายนมีจำนวน 34,900 ล้านบาท เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นเป็น 53,000 ล้านบาท และมิถุนายนเพิ่มขึ้นเป็น 79,383 ล้านบาท
        นายสถิตย์กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน บสท.ได้รับชำระเงินจากลูกหนี้ทั้งในส่วนที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้และส่วนที่ได้มีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ณ สิ้นมิถุนายน 2545 บสท.ได้รับชำระเงินแล้วทั้งสิ้น 560 ล้านบาท

 
นักวิเคราะห์ชี้โอกาสขาดทุนสูง
        แหล่งข่าวจากนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ให้ความเห็นว่า จำนวนหนี้ที่ บสท.แจ้งว่าสามารถทำได้ 200,000 ล้านบาทตามเป้าหมายนั้น เกือบครึ่งหนึ่งเป็นการตีโอนชำระหนี้ เท่ากับว่าหนี้ด้อยคุณภาพแต่เดิมเป็นเอ็นพีแอล แต่ตอนนี้กลายเป็นเอ็นพีเอหรือสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ Non Performing Aseet : NPA ไปแล้ว
        คำถามก็คือว่า เอ็นพีเอพวกนี้ทาง บสท.จะบริหารจัดการอย่างไร ปัญหาจะอยู่ที่ตรงนี้ เพราะจากเดิมที่เป็นหนี้ ตอนนี้กลายมาเป็นสินทรัพย์ของ บสท.ที่จะต้องรับผิดชอบจัดการ หากจัดการไม่ดีก็จะกองอยู่ที่ บสท. เพราะการหาคนมาซื้อหรือจะขายออกไปหรือจะหาผู้ร่วมทุนมาช่วยบริหารก็ตาม เรื่องเหล่านี้ทำไม่ได้ง่ายๆ ส่วนหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว อัตราที่คาดว่าจะได้รับการชำระคืน 47.3% เมื่อนำราคาที่รับโอนมา 33.15% มาลบออกไป บสท.จะมีส่วนต่าง 14.35% ทั้งนี้ ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็ไม่รู้ว่าจะขาดทุนหรือไม่ และถ้าลูกหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วไม่สามารถทำได้ตามเงื่อนไขและข้อตกลง อัตราการชำระคืนก็จะไม่ได้ตามที่คาดการณ์ เพราะ บสท.ได้หมายเหตุเอาไว้แล้วว่า อัตราการชำระคืนนี้ยังไม่ได้คิดปัจจัยเสี่ยงที่ลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามแผน และครึ่งปีแรกที่ผ่านมาได้รับการชำระหนี้คืน 560 ล้านบาทเท่านั้น จากมูลหนี้ที่ยุติแล้วและอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างจำนวนประมาณ 105,000 ล้านบาท' แหล่งข่าวกล่าว
        แหล่งข่าวตั้งข้อสังเกตต่อว่า การที่รัฐบาลให้น้ำหนักกับการแก้ปัญหาหนี้เน่าของ บสท.เพราะเศรษฐกิจที่จะฟื้นตัวจากนี้ไปต้องมาจากภาคเอกชน ซึ่งปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพในระบบจริงๆ ในขณะนี้มีประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ บสท. อีกส่วนหนึ่งก็อยู่ที่ ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ซึ่งไม่รวมหนี้เอ็นพีแอลใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอีก ดังนั้น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะบริหารจัดการ เพราะในส่วนของ บสท.เองส่วนใหญ่จะตีโอนชำระหนี้ ขณะที่การปรับโครงสร้างหนี้ที่ได้ผลและธุรกิจสามารถเดินหน้าได้จริงๆ มีน้อยมาก