บบส.ชี้แจงขายที่ให้แนเชอรัล พาร์ค
กรุงเทพธุรกิจรายวัน, เสาร์ที่ 13 กันยายน 2546 หน้า 17
 
สรุปสาระข่าว
 
        บบส.ออกโรงแจงกรณีขายสนามกอล์ฟให้กับ "แนเชอรัล พาร์ค" ทำถูกต้อง โดยเสนอขายที่ราคา 400 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนซื้อเข้ามาเพียง 350 ล้านบาท พร้อมระบุตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีเงื่อนไขให้ลูกหนี้ใช้สิทธิซื้อคืนก่อนได้
 
ข้อคิดเห็น
 
    อ่านคำชี้แจงแล้วเข้าใจหรือไม่ก็ลองดูครับ
    แต่นี่ชี้ให้เห็นว่า ต้องมีการประเมินค่าทรัพย์สินที่โปร่งใส ถ้าการประเมินค่าทรัพย์สินทำกันเอง หรือว่าจ้างโดยผู้มีส่วนได้เสียเอง โดยไม่มีคนกลางตรวจสอบ ก็อาจเกิดข้อครหาเช่นนี้ได้ วิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สินจึงต้องมีความเป็นอิสระเป็นอย่างยิ่งครับ ยกเว้น...
 
รายละเอียดของเนื้อข่าว
 
        บบส.ออกโรงแจงกรณีขายสนามกอล์ฟให้กับ "แนเชอรัล พาร์ค" ทำถูกต้อง โดยเสนอขายที่ราคา 400 ล้านบาท ขณะที่ต้นทุนซื้อเข้ามาเพียง 350 ล้านบาท พร้อมระบุตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีเงื่อนไขให้ลูกหนี้ใช้สิทธิซื้อคืนก่อนได้
        นายสิน เอกวิศาล กรรมการผู้จัดการ บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า บบส. ได้ขายสนามกอล์ฟให้กับกลุ่มบริษัท แนเชอรัล พาร์ค ในราคา 400 ล้านบาท และกลุ่มแนเชอรัล พาร์ค นำไปขายต่อในราคา 650 ล้านบาท นั้น ข้อมูลตามเนื้อหาข่าว มีความคลาดเคลื่อน
        โดยข้อเท็จจริงนั้น นายสิน กล่าวว่า บบส. ได้รับสนามกอล์ฟทั้ง 2 สนาม คือ แนเชอรัล พาร์ค รีสอร์ท และแนเชอรัล พาร์ค ฮิลล์ มา โดยกลุ่มแนเชอรัล พาร์ค โอนกรรมสิทธิ์ ชำระหนี้ในมูลค่า 350 ล้านบาท เมื่อปี 2544 มีเงื่อนไขการให้สิทธิซื้อคืนภายใน 5 ปี นับจากวันลงนามในสัญญา โดย บบส. พิจารณาให้ลูกหนี้ เช่าสนามกอล์ฟทั้งสองสนาม เพื่อบริหารต่อเป็นระยะเวลา 3 ปี เนื่องจากเห็นว่า สนามกอล์ฟเป็นทรัพย์สินที่ต้องดูแลรักษาเป็นอย่างดี และต้องสามารถให้บริการสมาชิกเดิม ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม บบส. พยายามขายสนามกอล์ฟ ทั้งสองสนามมาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2544 จนกระทั่งปลายปี 2545 จึงมีผู้เสนอซื้อ และเจรจาต่อรองราคาซื้อขายได้ที่ 400 ล้านบาท บบส. ได้นำมาวิเคราะห์แล้ว สรุปว่า ราคาซื้อ 400 ล้านบาท นั้นเป็นราคาที่ บบส. มีกำไรเพราะต้นทุนซื้อ 350 ล้านบาท ( และ บบส. มีกำไรจากการประนอมหนี้ทั้งกลุ่มเกิน 100% ) และสนามกอล์ฟที่อยู่ในระดับเดียวกัน หรือสูงกว่าก็ยังขายได้ยาก หรือขายได้ต่ำกว่าราคาประเมินแบบต้นทุนการลงทุน (Cost Replacement)
        ทั้งนี้ผู้ลงทุนทั่วไปจะตัดสินใจซื้อ โดยมีข้อพิจารณาว่า สามารถสร้างรายได้ให้คุ้มหรือไม่ (Income Approach) เมื่อ บบส. คำนวณตามวิธีดังกล่าว จะได้ราคาขายคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 336.11 ล้านบาท
        นอกจากนั้น ผู้ซื้อสนามกอล์ฟทั้งสองสนาม จะมีค่าเสียโอกาสเพราะติดภาระผูกพันจากสัญญาเช่า ซึ่งลูกหนี้เพิ่งต่ออายุอีก 3 ปีด้วย ทำให้ บบส. เล็งเห็นว่า ราคา 400 ล้านบาท เป็นราคาที่น่าพอใจ แต่เมื่อ บบส. ได้เสนอขออนุมัติขายเรียบร้อยแล้ว เมื่อเดือน ก.พ.46 นั้น ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้มีเงื่อนไขว่า บบส. ต้องแจ้งบอกกล่าวให้ลูกหนี้ใช้สิทธิซื้อคืนก่อน ซึ่งผลปรากฏว่า กลุ่มแนเชอรัล พาร์ค ได้ขอใช้สิทธิซื้อคืนไปในราคา 400 ล้านบาท นายสิน กล่าวด้วยว่า กรณีที่มีข่าวว่ากลุ่มแนเชอรัล พาร์ค นำสนามกอล์ฟไปขายต่อในราคา 650 ล้านบาท นั้น ข้อเท็จจริง คือ เมื่อกลุ่มแนเชอรัล พาร์ค ซื้อคืนสนามกอล์ฟดังกล่าวไปแล้ว ก็ได้ให้บริษัท แนเชอรัล แบรนด์ส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเป็นเจ้าของสนาม
        และเมื่อวันที่ 3 ก.ย.46 กลุ่มแนเชอรัล พาร์ค ได้ขายหุ้นบริษัท แนเชอรัล แบรนด์ส 39.99 ล้านหุ้น (จากทั้งหมด 40 ล้านหุ้น) มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท รวมมูลค่า 399.9 ล้านบาท ให้กับบริษัท วัฒนประชาในราคารวม 650 ล้านบาท หรือหุ้นละ 16.25 บาท ดังนั้นบริษัท วัฒนประชา จึงเท่ากับได้กรรมสิทธิ์สนามกอล์ฟทั้งสองสนาม จากการซื้อหุ้นดังกล่าว จึงถือว่า บริษัท แนเชอรัล พาร์ค ได้กำไรจากการขายหุ้น 250 ล้านบาท หรือส่วนล้ำของมูลค่าที่ตราไว้ 399.9 ล้านบาท เป็นกำไร ซึ่งมิใช่กำไรจากการขายสนามกอล์ฟโดยตรง